วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิด โจทก์ไม่ขอให้ริบ ศาลก็สั่งริบได้

ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิด โจทก์ไม่ขอให้ริบ ศาลก็สั่งริบได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4016/2545
พนักงานอัยการ จังหวัดลำปาง
     โจทก์
นาย มนัส เปลาเล กับพวก
     จำเลย

ป.อ. มาตรา 32
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 มาตรา 102


          พระ ราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 บัญญัติว่า บรรดายาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 ประเภท 4 หรือประเภท 5... ให้ริบเสียทั้งสิ้น ซึ่งตามบัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135(พ.ศ. 2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ระบุให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 บัญญัติว่าทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำ พิพากษาหรือไม่ บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวทั้งที่เป็นบทเฉพาะและบททั่วไปมีความสอดคล้อง ต้องกันแสดงให้เห็นว่ามีเจตนารมณ์มุ่งประสงค์ให้ศาลสั่งริบยาเสพติดให้โทษ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้เสียทั้งสิ้น ซึ่งเป็นบทบังคับเด็ดขาด ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนมาในคำขอท้ายฟ้อง แต่เมื่อโจทก์ได้กล่าวในฟ้องแล้วว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดเมทแอมเฟตามีนของ กลางไว้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้กล่าวไว้ในฟ้องแล้ว ศาลมีอำนาจสั่งริบเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ข้างต้น หาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ไม่

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 23.441 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7,15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
          จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ
          จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ
          ศาล ชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 66 วรรคหนึ่งประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้จำคุกคนละ 25 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุ บรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 16 ปี 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง
          จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
          โจทก์ฎีกา
          ศาล ฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย ขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้น พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 102 บัญญัติว่า บรรดายาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 ประเภท 4หรือประเภท 5... ให้ริบเสียทั้งสิ้น ซึ่งตามบัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ. 2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ระบุให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 บัญญัติว่า ทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำ พิพากษาหรือไม่ บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวทั้งที่เป็นบทเฉพาะและบททั่วไปมีความสอดคล้อง ต้องกัน แสดงให้เห็นว่ามีเจตนารมณ์มุ่งประสงค์ให้ศาลสั่งริบยาเสพติดให้โทษตามที่ กฎหมายกำหนดไว้เสียทั้งสิ้น ซึ่งเป็นบทบังคับเด็ดขาด ดังนั้นแม้โจทก์จะมิได้ขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนมาในคำขอท้ายฟ้อง แต่เมื่อโจทก์ได้กล่าวไว้ในฟ้องแล้วว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดเมทแอมเฟตามีน ของกลางไว้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้กล่าวไว้ในฟ้องแล้ว ศาลก็มีอำนาจสั่งริบเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ข้างต้น หาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคหนึ่ง ไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"
          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5


( ชูชาติ ศรีแสง - ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช - สบโชค สุขารมณ์ )


หมายเหตุ 

วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำ ฎีกา 4563/2543

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4563/2543
พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
     โจทก์
นาย ชำนาญหรือนาน ตามไวย หรือตามวัย กับพวก
     จำเลย

ป.อ. มาตรา 59, 288

          จำเลย ถอดกางเกงเดินเข้าไปเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายในขณะที่ผู้ตายไม่ได้สวม กางเกงและยืนพิงลูกกรงระเบียงอาคารซึ่งสูงเพียงระดับสะโพก โดยผู้ตายมิได้ยินยอม จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าหากผู้ตายหลบหลีกขัดขืนมิให้ข่มขืนกระทำชำเราแล้ว อาจจะตกลงไปจากระเบียงอาคารถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้ตายดิ้นรนขัดขืนเพื่อมิให้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราจนผู้ตายพลัดตกลงไป จากระเบียงอาคารจนได้รับบาดเจ็บและตายในเวลาต่อมา จึงเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำของจำเลยอันเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า ผู้ตาย 

________________________________


วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

รื้อฟื้นคดีอาญาถึงที่สุดให้ศาลพิจารณาใหม่


อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ระบุจำเลยสามารถยื่นเรื่องขอรื้อคดีถึงที่สุดแล้ว ให้ศาลพิจารณาใหม่ได้ โดยอาศัย พรบ.การรื้อฟื้นคดี ซึ่งต้องมีหลักเกณฑ์และมีเหตุผลประกอบตรงตาม พรบ.การรื้อฟื้นคดีฯ พ.ศ.2526 แต่ที่ผ่านมายังไม่มีคดีใดผ่านการพิจารณาใหม่

นายทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวถึงกรณีที่ จำเลย หรือผู้เสียหายในคดีต่าง ๆ จะขอให้ศาลเริ่มพิจารณาคดีที่ถึงที่สุดแล้ว นำมาเริ่มต้นการพิจารณาคดีคดีนั้นใหม่นั้นสามารถทำได้ โดยอาศัย พรบ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ซึ่งหลักเกณฑ์ผู้ยื่นเรื่องต้องเป็นบุคคล 5 กลุ่ม คือ
1.จำเลยในคดีนั้น ๆ
2.ผู้แทนโดยชอบธรรม
3.ผู้แทนของนิติบุคคล
4.ผู้เป็นบุพการี และ
5.พนักงานอัยการที่ไม่ได้เป็นโจทก์

โดยผู้เสียหายที่จะทำการยื่นเรื่องขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่นั้น ต้องใช้เหตุผลมาประกอบ 3 เหตุผล คือ
1.เมื่อพบว่าพยานบุคคลที่ศาลเบิกความแล้วเป็นบุคคลที่ถูกศาลมีคำสั่งเห็นว่าให้การเท็จในคดีนั้น
2.พยานหลักฐานต่างในคดีนั้นที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นหลักฐานปลอมหรือจัดทำขึ้นมา และ
3.พยานหรือหลักฐานต่าง ๆ ที่ในคดีเดิมไม่เคยนำมาใช้ประกอบการพิจารณาคดี ที่สามารถนำมาแสดงให้เห็น หรือพิสูจน์ได้ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด

โดยผู้ร้องสามารถยื่นเรื่องได้เมื่อเข้าข่ายและมีเหตุผลตรงตามเงื่อนไข เมื่อยื่นเรื่องแล้ว ศาลจะใช้เวลาในการทำการตรวจสอบประมาณ 2-3 เดือน ก่อนจะสรุปว่าจะนำคดีนั้น ๆ มาพิจารณาใหม่หรือไม่ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีคดีใดผ่านกระบวนการแล้วนำมาพิจารณาคดีใหม่

ส่วนคดีของ นายสุชาติ ใจสุด จำเลยในคดียาเสพติด ที่ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ขณะที่นางนิรมล ใจสุด ภรรยา พร้อมทนายความ มายื่นคำร้องขอให้ศาลรื้อฟื้นคดีขึ้นนมาพิจารณาใหม่เมื่อช่วงเช้านั้น ตนยังไม่เห็นเรื่อง

วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

กระแสไฟฟ้าเป็นทรัพย์




คำพิพากษาศาลฎีกาที่  877/2501
อัยการกรมอัยการ
     โจทก์
นายฮั่วเชียง หรือฮวดเชียง แซ่เตีย ที่ 1
     จำเลย
นางเตียโค้ หลีเกียง ที่ 2
     จำเลย

ป.อ. มาตรา 334, 335
ป.พ.พ. มาตรา 98, 99


          การลักกระแสไฟฟ้า ย่อมเป็นผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 หรือ 335 แล้วแต่กรณี (ประชุมใหญ่ครั้งที่8/2501)

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกที่ยังไม่ ได้ตัว สมคบกันลักทรัพย์(กระแสไฟฟ้า) ของการไฟฟ้ากรุงเทพฯ กรมโยธาเทศบาล เป็นราคา 9 บาทขอให้ลงโทษตาม ก.ม.ลักษณะอาญา มาตรา 293, 294, 63
          จำเลยปฏิเสธ
          ศาล อาญาพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 293 ให้จำคุกคนละ 6 เดือน แต่ให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ให้จำเลยใช้ค่ากระแสไฟฟ้า 9 บาทด้วย
          จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมทำผิดด้วย พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2
          โจทก์ ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะข้อกฎหมายที่ว่า กระแสไฟฟ้าไม่ใช่ทรัพย์ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา จึงย่อมลักกันไม่ได้
          ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่มีมติว่า การลักกระแสไฟฟ้าย่อมเป็นผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 หรือ 335 แล้วแต่กรณี
          ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าตามรูปคดียังไม่พอจะเอาผิดแก่จำเลยที่ 2 ฐานสมคบกับจำเลยที่ 1 ลักกระแสไฟฟ้ารายนี้
          พิพากษายืน


( สารรักษ์ประนาท - ประมูล สุวรรณศร - ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ )


หมายเหตุ 

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข้อตกลงเรื่องการหย่าและแแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา



คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2039/2544
นางละออง ตาลสกุล
     โจทก์
นายทรงวัฒน์ ตาลสกุล
     จำเลย

ป.พ.พ. มาตรา 1469
 

          บันทึก ที่โจทก์จำเลยทำขึ้น แม้จะมีข้อความว่าโจทก์และจำเลยตกลงหย่ากัน แต่ตราบใดที่ยังไม่จดทะเบียนหย่าก็ต้องถือว่าเป็นสามีภริยากันอยู่ เมื่อข้อตกลงนั้นมีส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินด้วยจึงเป็นสัญญาเกี่ยวกับ ทรัพย์สินที่ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้าง เสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยาหรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการ เป็นสามีภริยาก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 การที่จำเลยยื่นคำให้การว่าบอกเลิกข้อตกลงแล้ว ย่อมถือได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างไปในตัว ในขณะยังเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงไม่มีผลบังคับแก่โจทก์จำเลยอีก ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ ได้


________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นสามีภริยาโดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2533 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กชายถิระวัฒน์ตาลสกุล อายุ 4 ปีเศษและเด็กชายอภิวัฒน์ ตาลสกุล อายุ 3 ปีเศษเมื่อต้นปี 2537 โจทก์และจำเลยมีปากเสียงกัน จำเลยได้ออกจากบ้านไปโจทก์พาบุตรไปตามหาจำเลยที่จังหวัดเชียงรายเพื่อขอคืน ดี แต่จำเลยกลับหาเรื่องทะเลาะกับโจทก์และแย่งเด็กชายถิระวัฒน์หนีไปแล้วไม่ กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์อีกเลย ต่อมาวันที่ 15มีนาคม 2537 โจทก์กับจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงที่สถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว โดยตกลงที่จะหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยาจำเลยยินยอมแบ่งสินสมรสให้แก่โจทก์ เป็นเงิน 600,000 บาทตกลงชำระให้โจทก์เป็นงวด ๆ งวดละ 100,000 บาท ทุกวันที่ 15ของเดือน เป็นเวลา 6 เดือน งวดแรกชำระในวันทำบันทึกข้อตกลงส่วนบุตรทั้งสองให้อยู่ในความปกครองของโจทก์ แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามข้อตกลง กล่าวคือ จำเลยไม่ได้ชำระเงินส่วนที่เหลืออีก 500,000บาท ให้โจทก์ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2537 จำเลยทุบตีโจทก์อย่างรุนแรงแล้วเอาบุตรทั้งสองคนไปจากโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยาให้เพิกถอนอำนาจ ปกครองบุตรทั้งสองของจำเลย โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยชำระเงินสินสมรสจำนวน 500,000 บาท ตามที่จำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู บุตรทั้งสองคนในอัตราเดือนละ 6,000 บาท จนกระทั่งเด็กชายอภิวัฒน์ตาลสกุล มีอายุ 10 ปี และในอัตราเดือนละ 12,000 บาท จนกระทั่งเด็กชายอภิวัฒน์บรรลุนิติภาวะ
          จำเลย ให้การและฟ้องแย้งว่า เมื่อต้นปี 2537 โจทก์ทะเลาะกับจำเลยแล้วโจทก์พาบุตรทั้งสองไปด้วยเพื่อต่อรองกับจำเลยแต่ใน ที่สุดโจทก์ได้นำบุตรทั้งสองมาคืนให้จำเลยเลี้ยงดู เนื่องจากโจทก์ไม่มีความสามารถที่จะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองให้ได้รับความสุข เท่าที่จำเลยเป็นผู้เลี้ยงดูในวันที่ 15 มีนาคม 2537 โจทก์เป็นฝ่ายขอแยกทางจากจำเลยเอง จำเลยขอเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรแต่โจทก์ไม่ยอม โจทก์เรียกร้องขอเงินจากจำเลยจำนวน 600,000 บาทอ้างว่าจะนำไปเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง จำเลยยินยอมทำบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2537 และมอบเงินให้แก่โจทก์จำนวน100,000 บาท แต่ภายหลังโจทก์กลับเอาบุตรมาคืนในสภาพที่เจ็บป่วย ซูบผอม เนื่องจากขาดอาหาร จำเลยรับบุตรทั้งสองไปรักษาจนหายจากอาการเจ็บป่วยและได้อุปการะเลี้ยงดู ให้การศึกษาด้วยตนเองตลอดมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยจึงได้บอกเลิกข้อตกลงที่ได้ทำกับโจทก์นับแต่วันที่โจทก์นำบุตรมาคืน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงิน 500,000 บาท จากจำเลยสาเหตุที่จำเลยเคยทำร้ายโจทก์เพราะโจทก์ด่าว่าจำเลยด้วยถ้อยคำที่ หยาบคายและด่าว่าบรรพบุรุษของจำเลย ทำให้จำเลยเกิดบันดาลโทสะ จำเลยไม่เคยใช้ความรุนแรงในการอบรมบุตรทั้งสองและจำเลยไม่เคยสั่งสอนอบรม บุตรทั้งสองว่าโจทก์และบิดามารดาของโจทก์เป็นคนไม่ดี โจทก์ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร เนื่องจากโจทก์ไม่มีความห่วงใยบุตร นอกจากนี้โจทก์มีอาชีพขายของ ไม่มีที่อยู่ที่แน่นอน มีรายได้เดือนละไม่กี่พันบาท ส่วนจำเลยเป็นผู้มีอาชีพที่แน่นอน มีบ้านเป็นของตนเองสมควรที่จะเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรทั้งสอง โจทก์เป็นฝ่ายทิ้งร้างจำเลยเกินกว่า 1 ปี แล้วนับแต่เดือนมีนาคม 2537 นอกจากนี้โจทก์ยังทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากับจำเลย โดยโจทก์มีนิสัยชอบทะเลาะด่าว่าจำเลยและหมิ่นประมาทเหยียดหยามบิดามารดา จำเลยซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว ขอให้ยกฟ้องและให้พิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์เพิก ถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสองของโจทก์โดยให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรทั้ง สองแต่ผู้เดียว กับให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแก่จำเลยเดือนละ 6,000 บาท ไปจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ
          โจทก์ ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นผู้ทิ้งร้างโจทก์และครอบครัวไปเมื่อปี 2537 โดยไม่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัวเมื่อโจทก์ไปพบจำเลยเพื่อขอให้จำเลยจ่าย เงินจำนวน 500,000 บาทตามที่ตกลงกันไว้ จำเลยก็พาลหาเรื่องด่าทอโจทก์ ทุบตีทำร้ายร่างกายโจทก์ และสั่งให้คนงานในโรงงานของจำเลยช่วยกันจับโจทก์และพรากเอาบุตรทั้งสองคนไป จากโจทก์ จำเลยกีดกันโจทก์และบุตรทั้งสองไม่ให้พบหน้ากันมาเป็นเวลาสองปีเศษแล้ว จำเลยปกปิดที่อยู่ของบุตรทั้งสองและทำร้ายโจทก์ทุกครั้งที่โจทก์ไปพบกับ จำเลยเพื่อขอพบบุตรทั้งสอง เด็กชายถิระวัฒน์ ตาลสกุล มีโรคประจำตัวคือมีความผิดปกติของเม็ดโลหิตขาวทำให้ร่างกายและสุขภาพไม่แข็ง แรงมักจะเป็นแผลผุพองที่ผิวหนัง โจทก์เป็นผู้พาบุตรทั้งสองไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาด้วยตัวของโจทก์เอง หากจำเลยไม่ผิดสัญญาโดยชำระเงินให้แก่โจทก์จนครบถ้วนตามสัญญาโจทก์ก็สามารถ จะนำมาเป็นทุนการศึกษาวิชาชีพช่างเสริมสวยเพิ่มเติมและเปิดร้านเสริมสวยที่ บ้านของโจทก์ เพื่อเลี้ยงดูบุตรทั้งสองให้มีความสุขได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง
          ระหว่าง การพิจารณา โจทก์และจำเลยตกลงกันได้ในประเด็นหย่าโดยยินยอมหย่าขาดจากกันตามรายงาน กระบวนพิจารณาลงวันที่ 29 กันยายน 2540
          ศาล ชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง เด็กชายถิระวัฒน์ ตาลสกุล และเด็กชายอภิวัฒน์ ตาลสกุล บุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ของโจทก์และจำเลยให้ยกเสีย
          จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
          จำเลยฎีกา
          ศาล ฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2533 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชายถิระวัฒน์ตาลสกุล เกิดวันที่ 26 พฤษภาคม 2534 และเด็กชายอภิวัฒน์ ตาลสกุลเกิดวันที่ 8 กรกฎาคม 2535 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2537 โจทก์และจำเลยตกลงที่จะหย่ากันโดยให้ร้อยตำรวจเอกขวัญชัย กองศักดิ์พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าวทำบันทึกข้อตกลงไว้ตามสำเนา รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.5 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อแรกว่า จำเลยต้องชำระเงินจำนวน 500,000 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ ปัญหาข้อนี้เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ซึ่งศาลชั้นต้นได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิยกเลิกสัญญาเพราะตาม เอกสารหมาย จ.5 ไม่ได้ให้สิทธิไว้จำเลยก็ได้ยกขึ้นอุทธรณ์ว่า จำเลยยกเลิกสัญญาแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกาศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียเลยโดยไม่ ต้องย้อนสำนวนเห็นว่า บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 แม้จะมีข้อตกลงว่าโจทก์และจำเลยตกลงหย่ากัน แต่ตราบใดที่ยังไม่ไปจดทะเบียนหย่าก็ต้องถือว่าโจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากัน อยู่ เมื่อข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 มีข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินด้วย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์จำเลยได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันนั้น ดังนั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือ ภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้...ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 เมื่อจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ได้บอกเลิกข้อตกลงแล้ว โจทก์ไม่ได้ให้การแก้ฟ้องแย้งปฏิเสธว่าไม่มีการบอกล้าง จึงถือว่าโจทก์ยอมรับตามที่จำเลยให้การและฟ้องแย้ง นอกจากนี้คดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขอหย่า การที่จำเลยยื่นคำให้การและอ้างว่าบอกเลิกข้อตกลงแล้วย่อมถือได้ว่าคำให้การ และฟ้องแย้งของจำเลยเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างไปในตัวและเป็นการบอกล้างในขณะ ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ยังไม่มีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน ถือได้ว่าบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 ดังกล่าว จำเลยได้มีการบอกล้างแล้วจึงไม่มีผลบังคับแก่โจทก์จำเลยอีก ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท เกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 ให้แก่โจทก์ได้ หากโจทก์มีสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอย่างไรก็ชอบที่จะไปว่า กล่าวแก่กันตามสิทธิต่อไปฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นที่เกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงตาม เอกสารหมาย จ.5 อีกต่อไป"
          พิพากษา แก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระเงินจำนวน 500,000บาท แก่โจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะไปฟ้องแบ่งทรัพย์ระหว่างสามีภริยาเป็นคดีใหม่ ภายในอายุความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

( วสันต์ ตรีสุวรรณ - ชวลิต ศรีสง่า - สมชัย เกษชุมพล )

หมายเหตุ 

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

ความระงับแห่งภาระจำยอม


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6208/2545
นางวราพร ปานแย้ม
     โจทก์
นางจำนงค์ มาดารี
     จำเลย


ป.พ.พ. มาตรา 151, 1299 วรรคแรก, 1387, 1397, 1399

          สัญญาที่โจทก์จำเลยตกลงกันให้โจทก์ได้สิทธิในทางภาระจำยอมใช้ถนนเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ในพื้นที่ดินที่เป็นถนนทุกแปลงที่จำเลยมีกรรมสิทธิ์ แม้โดยสัญญานี้โจทก์จะไม่ได้มาซึ่งทรัพยสิทธิในทางภาระจำยอมโดยบริบูรณ์ เพราะไม่ได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคแรก แต่บทมาตรานี้ก็หาได้บัญญัติให้เป็นผลไปถึงว่านิติกรรมหรือสัญญานั้นเป็นโมฆะเสียเปล่าไปเลยไม่ ดังนี้สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงยังคงมีผลก่อให้เกิดบุคคลสิทธิในอันที่จะเรียกร้องบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา จำเลยจึงไม่อาจโต้เถียงต่อโจทก์ว่าที่ดินของจำเลยไม่ตกอยู่ในภาระจำยอมของที่ดินโจทก์และการที่จำเลยตกลงจะจดทะเบียนภาระจำยอมตามข้อสัญญาดังกล่าวเมื่อจำเลยทำการแบ่งแยกจัดสรรที่ดินเสร็จ เมื่อจำเลยดำเนินการดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้วกระทำผิดข้อสัญญาไม่จดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้
          ภาระจำยอมจะสิ้นไปก็ด้วยเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 1397 กล่าวคือ ภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมด หรือไม่ได้ใช้ภาระจำยอมเป็นเวลา 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1399 ข้อที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ใช้ถนนของจำเลยโดยมิได้ระมัดระวังก็ดี โจทก์นำท่อไปวางเกะกะกีดขวางทางน้ำในลำเหมืองก็ดี โจทก์ทำโคลนตกเรี่ยราดพื้นถนนก็ดี การกระทำของโจทก์ดังกล่าวมิใช่เหตุที่จะทำให้ภาระจำยอมสิ้นไป

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๘๔๖ และ ๑๙๘๔๗ ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๐๓๖ ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ หากจำเลยไม่ยินยอม ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
          จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๘๔๖ และ ๑๙๘๔๗ กับโจทก์ เพื่อจัดสรรขายจริง แต่จำเลยยินยอมให้โจทก์ใช้เส้นทางผ่านที่ดินของจำเลยเข้าออกสู่ทางสาธารณะจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๐๓๖ ของโจทก์ซึ่งอยู่ด้านหลังของที่ดินของจำเลยที่ได้ซื้อจากโจทก์เพียงระยะเวลาที่โจทก์ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเท่านั้น โดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์จะไม่นำที่ดินของโจทก์ไปประกอบธุรกิจในเชิงพาณิชย์ และโจทก์จะต้องใช้ถนนของจำเลยด้วยความระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสียหาย หากเกิดความเสียหายโจทก์ต้องซ่อมแซมให้ดีดังเดิมด้วยทุนทรัพย์ของโจทก์เอง โดยจำเลยจะทำประตูปิดกั้นที่ดินในส่วนที่ติดต่อกันระหว่างที่ดินของโจทก์กับจำเลยไม่ให้บุคคลอื่นใช้ เว้นแต่โจทก์ หากโจทก์ผิดข้อตกลงก็ยินยอมให้ยกเลิกการใช้ภาระจำยอมที่ดินของจำเลย จำเลยจึงตกลงทำบันทึกยินยอมจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินของจำเลยส่วนที่เป็นถนนให้โจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ไว้ท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ต่อมาเมื่อจำเลยจัดสรรที่ดินพร้อมทั้งทำถนนเสร็จ ปรากฏว่าโจทก์ใช้ถนนของจำเลยโดยมิได้ระมัดระวัง ก่อให้เกิดความเสียหาย จำเลยบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการให้เรียบร้อย แต่โจทก์เพิกเฉย โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ใช้ราคาที่ดินของจำเลยที่ตกอยู่ในภาระจำยอมเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะยกเลิกภาระจำยอม และให้โจทก์ทำประตูปิดกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับจำเลยโดยต่างถือกุญแจไว้คนละดอก
          โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ข้อตกลงการจดทะเบียนและใช้ภาระจำยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยปราศจากเงื่อนไขและเงื่อนเวลา โจทก์จึงไม่จำต้องใช้ราคาค่าที่ดิน ขอให้ยกฟ้องแย้ง
          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๘๔๖ และ ๑๙๘๔๗ ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยอยู่ในภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๐๓๖ ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ หากจำเลยไม่ทำการจดทะเบียนภาระจำยอมก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
           จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ โดยมีข้อตกลงกันในวันกำหนดโอนที่ดินที่จะซื้อจะขายดังกล่าวว่าจำเลยยินยอมที่จะจดทะเบียนภาระจำยอมเพื่อให้โจทก์มีสิทธิในการใช้ถนนเข้า - ออกจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ ๒๐๐๓๖ ในพื้นที่ดินที่เป็นถนนทุกแปลงที่จำเลยมีกรรมสิทธิ์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมตามข้อตกลงดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์จำเลยตกลงกันให้โจทก์ได้สิทธิในทางภาระจำยอมใช้ถนนเข้า - ออกจากที่ดินของโจทก์ในพื้นที่ดินที่เป็นถนนทุกแปลงที่จำเลยมีกรรมสิทธิ์นี้ เป็นสัญญาอย่างหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดบุคคลสิทธิขึ้นในอันที่จะเรียกร้องบังคับกันได้ระหว่างโจทก์กับจำเลย แม้โดยสัญญานี้โจทก์จะไม่ได้มาซึ่งทรัพยสิทธิในทางภาระจำยอมโดยบริบูรณ์ เพราะไม่ได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคแรก แต่บทมาตรานี้ก็หาได้บัญญัติให้เป็นผลไปถึงว่านิติกรรมหรือสัญญานั้นเป็นโมฆะเสียเปล่าไปเลยไม่ ดังนี้สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงยังคงมีผลก่อให้เกิดบุคคลสิทธิในอันที่จะเรียกร้องบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา จำเลยจึงไม่อาจโต้เถียงต่อโจทก์ว่าที่ดินของจำเลยไม่ตกอยู่ในภาระจำยอมของที่ดินโจทก์ ทั้งจำเลยตกลงจดทะเบียนภาระจำยอมตามข้อสัญญาดังกล่าว เมื่อจำเลยทำการแบ่งแยกจัดสรรที่ดินเสร็จ ทำให้ที่ดินของจำเลยต้องตกอยู่ในภาระจำยอมเสียแล้ว ดังนั้น ภาระจำยอมดังกล่าวจะสิ้นไปก็ด้วยเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๙๗ กล่าวคือ ภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมด หรือไม่ได้ใช้ภาระจำยอมเป็นเวลา ๑๐ ปี ตามมาตรา ๑๓๙๙ ข้อที่ว่า โจทก์ใช้ถนนของจำเลยโดยมิได้ระมัดระวังก็ดี โจทก์นำท่อไปวางเกะกะกีดขวางทางน้ำในลำเหมืองก็ดี โจทก์ทำโคลนตกเรี่ยราดพื้นถนนก็ดี การกระทำของโจทก์ดังกล่าวต่างก็มิใช่เหตุที่จะทำให้ภาระจำยอมสิ้นไป เมื่อจำเลยดำเนินการดังกล่าวเสร็จสิ้น แล้วกระทำผิดข้อสัญญาไม่จดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.


( โนรี จันทร์ทร - พินิจ เพชรรุ่ง - ทวีวัฒน์ แดงทองดี )

ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายฐานันดร กิตติวงศากูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายวรงค์พร จิระภาค

หมายเหตุ 
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 151 การใดเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้ามิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นไม่เป็นโมฆะ 

มาตรา 1299 ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือ กฎหมายอื่น ท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอัน เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและ ได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่

มาตรา 1387 ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียน นั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและ โดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว 

มาตรา 1397 ถ้าภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมดท่านว่าภารจำยอมสิ้นไป

มาตรา  1399 ภารจำยอมนั้น ถ้ามิได้ใช้สิบปี ท่านว่าย่อมสิ้นไป
          

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555

ผู้เสียหายโดยนิตินัย


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  7640/2550
พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
     โจทก์
นางเชื้อ มีคง
     โจทก์ร่วม
นายวิสุทธิ์ บุญพุธ
     จำเลย


ป.อ. มาตรา 59 วรรคสี่, 291
ป.วิ.อ. มาตรา 2(4), 3(2), 5(2)
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 104, 147

          แม้บริเวณที่เกิดเหตุมีสะพานลอยทางข้าม และผู้ตายข้ามถนนในช่องเดินรถอันเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 104 ที่บัญญัติว่า ภายในระยะไม่เกินหนึ่งร้อยเมตรนับจากทางข้าม ห้ามมิให้คนเดินเท้าข้ามทางนอกทางข้าม การกระทำของผู้ตายดังกล่าวเป็นเพียงความผิดตามมาตรา 104 ประกอบมาตรา 147 มิใช่หมายความว่าถ้าผู้ตายฝ่าฝืนไม่ข้ามถนนตรงทางข้ามตามมาตรา 104 แล้วจะถือเป็นการกระทำโดยประมาทเสมอไป การพิจารณาว่าผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่นประกอบด้วย
          ขณะเกิดเหตุเวลา 5.30 นาฬิกา ท้องฟ้งยังมืด บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟจากหลอดไฟฟ้าข้างฟุตบาทและที่ก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียซึ่งอยู่กึ่งกลางถนน ผู้ขับรถผ่านบริเวณนั้นยังต้องเปิดไฟหน้ารถซึ่งโดยสภาพไม่น่าจะมองเห็นเหตุการณ์ข้างหน้าได้ไกลเท่ากับเวลากลางวัน สภาพของถนนที่มีทางเดินรถฝั่งละ 3 ช่องเดินรถในเวลาเกิดเหตุเป็นตอนเช้ามืดของวันเสาร์อันเป็นวันหยุดราชการ รถที่แล่นบนถนนน่าจะน้อยกว่าวันปกติซึ่งทำให้ผู้ขับรถสามารถขับรถได้เร็วขึ้นกว่าวันปกติ ถนนบริเวณเกิดเหตุเป็นทางตรง การข้ามถนนไปยังอีกฝั่งหนึ่งต้องข้ามถนนถึง 6 ช่องเดินรถซึ่งรถที่แล่นไปมาในขณะนั้นน่าจะใช้ความเร็วสูงในสภาพเช่นนั้น ดังนั้น ผู้ตายควรใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการข้ามถนนเนื่องจากเป็นถนนใหญ่มีรถแล่นด้วยความเร็วสูงและเป็นเวลากลางคืนซึ่งผู้ขับรถอาจไม่เห็นคนข้ามถนนในระยะไกลที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยได้ ตรงจุดที่ผู้ตายข้ามถนนมีรถยนต์โดยสารขนาดใหญ่ของสามีผู้ตายบังอยู่อันอาจทำให้จำเลยไม่สามารถเห็นผู้ตายได้ในระยะไกล แต่เห็นในระยะกระชั้นชิดจึงไม่สามารถหักรถหลบหรือหยุดรถได้ทันเป็นเหตุให้ชนผู้ตาย ดังนั้น การที่ผู้ตายข้ามถนนใต้สะพานลอยคนข้ามจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ จึงนับว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายและไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 5 (2) และ 3 (2)

________________________________

          ฟ้องโจทก์และแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงในเวลากลางคืนซึ่งไม่มีแสงสว่างเพียงพอแก่การมองเห็น เป็นเหตุให้ชนนางสาวอุไรขณะกำลังเดินข้ามถนนจนถึงแก่ความตายและจำเลยได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157
          จำเลยให้การปฏิเสธ
          ระหว่างพิจารณานางเชื้อมารดานางสาวอุไรผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291)
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ยกฟ้องโจทก์ร่วม (ที่ถูก ยกคำร้องข้อเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม)
          โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 9,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันทราบคำพิพากษานี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
          โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมข้อแรกว่าผู้ตายเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย และโจทก์ร่วมมีอำนาจจัดการแทนผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า แม้บริเวณที่เกิดเหตุมีสะพานลอยทางข้าม และผู้ตายข้ามถนนในช่องเดินรถอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 104 ที่บัญญัติว่า ภายในระยะไม่เกินร้อยเมตรนับจากทางข้าม ห้ามมิให้คนเดินเท้าข้ามทางนอกทางข้าม การกระทำของผู้ตายดังกล่าวเป็นเพียงความผิดตามมาตรา 104 ประกอบมาตรา 147 ซึ่งมีระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท มิใช่หมายความว่าถ้าผู้ตายฝ่าฝืนไม่ข้ามถนนตรงทางข้ามตามมาตรา 104 แล้วจะถือเป็นการกระทำโดยประมาทเสมอไป การพิจารณาว่าผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่นประกอบด้วย ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย ป.จ.2 ถนนที่เกิดเหตุมี 6 ช่องเดินรถ และแบ่งทางเดินรถให้ขับสวนทางกันได้ข้างละ 3 ช่องเดินรถ เหนือจุดเกิดเหตุเป็นสะพานลอยทางข้าม ถนนฝั่งไปอำเภอสำโรงตรงใต้สะพานลอยทางข้ามมีรถยนต์โดยสารขนาดใหญ่ของสามีผู้ตายจอดอยู่ ผู้ตายข้ามถนนด้านหน้ารถยนต์โดยสารใกล้กับสะพานลอยและถูกชนตรงช่องเดินรถช่องที่ 2 อันเป็นช่องกลางของถนนฝั่งนี้ เห็นว่า เหตุเกิดเวลา 5.30 นาฬิกา ซึ่งขณะนั้นท้องฟ้ายังมืด บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟจากหลอดไฟฟ้าข้างฟุตบาทและที่ก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียซึ่งอยู่กลางถนน ผู้ขับรถผ่านบริเวณนั้นยังต้องเปิดไฟหน้ารถซึ่งโดยสภาพไม่น่าจะมองเห็นเหตุการณ์ข้างหน้าได้ไกลเท่ากับเวลากลางวัน สภาพของถนนที่มีทางเดินรถฝั่งละ 3 ช่องเดินรถในเวลาเกิดเหตุเป็นตอนเช้ามืดของวันเสาร์อันเป็นวันหยุดราชการ รถที่แล่นบนท้องถนนน่าจะน้อยกว่าวันปกติซึ่งทำให้ผู้ขับรถสามารถขับรถได้เร็วกว่าวันปกติ ถนนบริเวณเกิดเหตุเป็นทางตรง การข้ามถนนไปยังอีกฝั่งหนึ่งต้องข้ามถนนถึง 6 ช่องเดินรถ ซึ่งรถที่แล่นไปมาในขณะนั้นน่าจะใช้ความเร็วสูงในสภาพเช่นนั้น ดังนั้น ผู้ตายควรใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการข้ามถนนเนื่องจากเป็นถนนใหญ่มีรถแล่นด้วยความเร็วสูงและเป็นเวลากลางคืนซึ่งผู้ขับรถอาจไม่เห็นคนข้ามถนนในระยะไกลที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยได้ ตรงจุดที่ผู้ตายข้ามถนนมีรถยนต์โดยสารขนาดใหญ่ของสามีผู้ตายบังอยู่อันอาจทำให้จำเลยไม่สามารถเห็นผู้ตายได้ในระยะไกล แต่เห็นในระยะกระชั้นชิดจึงไม่สามารถหักรถหลบหรือหยุดรถได้ทันเป็นเหตุให้ชนผู้ตาย ดังนั้น การที่ผู้ตายข้ามถนนใต้สะพานลอยคนข้ามจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ จึงนับว่าผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วย ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายและไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4), 5 (2), และ 3 (2) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้อที่เหลือ
          พิพากษายืน


วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4147/2550


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4147/2550
พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
     โจทก์
นาง ป กับพวก
     โจทก์ร่วม
นาย ฉ
     จำเลย


ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก, 312 ตรี วรรคสอง, 317 วรรคสาม
ป.วิ.อ. มาตรา 2(4), 3(2), 5(1), 15
ป.วิ.พ. มาตรา 88, 225, 249 วรรคหนึ่ง

          ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้กระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนนั้น มีความผิดโดยไม่คำนึงว่าเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม แต่หากเด็กหญิงนั้นยินยอม ก็มิได้หมายความว่าเด็กหญิงนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย เมื่อเด็กหญิงทั้งสามถูกกระทำชำเรา แม้เด็กหญิงทั้งสามจะยินยอมก็เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดข้อหานี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมมีอำนาจจัดการแทนเด็กหญิงทั้งสามตามป.วิ.อ. มาตรา 5 (1) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดข้อหานี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 (2)
           แม้โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จะมิได้ระบุพยานอ้าง ส.เป็นพยานในคดีนี้ด้วยก็ตาม แต่โจทก์ในสำนวนคดีแรกได้ระบุพยานอ้าง ส. เป็นพยาน ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน จึงรับฟังคำเบิกความของ ส. เป็นพยานในสำนวนคดีนี้ได้
           ความเข้าใจผิดของจำเลยเกี่ยวกับอายุของเด็กหญิงทั้งสามจะเป็นความเข้าใจผิดจริงดังที่จำเลยยกขึ้นฎีกาหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริง และจำเลยไม่เคยยกปัญหานี้ขึ้นกล่าวอ้างและนำสืบพยานในศาลชั้นต้น จำเลยเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับวินิจฉัยให้ ก็เป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นได้สั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มาศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย
           การกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการรับไว้หรือล่อไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยทุจริต เพราะจำเลยหาได้รับเด็กหญิงทั้งสามไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นไม่ เนื่องจากจำเลยมีเจตนาประสงค์จะกระทำชำเราเด็กหญิงทั้งสามเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 312 ตรี วรรคสอง.

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 312 ตรี, 317, 319 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9
          จำเลยให้การปฏิเสธ
          ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นาง ป มารดาเด็กหญิง ด นาง ร มารดาเด็กหญิง ส นายค ผู้ปกครองเด็กหญิง อ และ นาง ศ มารดาเด็กหญิง อ  ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นาง ป  นาง ร และ นาย ค เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหากระทำชำเราและความผิดต่อเสรีภาพ ส่วนนาง ศ เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหากระทำชำเราเด็กหญิง อ โดยเรียกผู้ร้องดังกล่าวเป็นโจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 5 ตามลำดับ
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 4 กระทง จำคุก 16 ปี ข้อหาอื่นให้ยก
          โจทก์ โจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 5 และจำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคสอง, 317 วรรคสาม ด้วย ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จำคุกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง จำคุก 20 ปี สำหรับความผิดฐานกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก และฐานโดยทุจริต ล่อไป หรือพาไปซึ่งเด็กตามมาตรา312 ตรี วรรคสอง เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราตามมาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 16 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 16 ปี รวมจำคุก 36 ปี ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 4 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหากระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
          จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้ผู้กระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนนั้น มีความผิดโดยไม่คำนึงถึงว่าเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม แต่หากเด็กหญิงนั้นยินยอม ก็มิได้หมายความว่า เด็กหญิงนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย เมื่อเด็กหญิง ด  เด็กหญิง ส และเด็กหญิง อ ถูกกระทำชำเรา แม้เด็กหญิงทั้งสามจะยินยอมก็เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจาก การกระทำความผิดข้อหานี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมที่ ที่ และที่ ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมมีอำนาจจัดการแทนเด็กหญิง ด  เด็กหญิง ส  และเด็กหญิง อ ตามลำดับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอร่วมเป็นโจทก์ในความผิดข้อหานี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้
          ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ซึ่งนางสาว ส ก็เบิกความยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้นางสาว ส ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราต่างวันเวลากัน ครั้ง จากนั้นก็ได้รับการติดต่อจากจำเลยให้พาเพื่อนรุ่นเดียวกันไปขายบริการทางเพศแก่จำเลย นางสาว ส จึงชักชวนเด็กหญิง ด กับเด็กหญิง อ ซึ่งเป็นเพื่อนนางสาว ส และเด็กหญิง ส ไปขายบริการทางเพศแก่จำเลยที่โรงแรมผกาอินท์ หลังจากจำเลยกระทำชำเราเด็กหญิง ด เด็กหญิง อ และเด็กหญิง ส แล้ว นางสาว ส ก็จะไปรับเงินค่าตอบแทนจากจำเลยไปแบ่งให้แก่เด็กหญิง ด เด็กหญิง อ และเด็กหญิง ส คำเบิกความของนางสาว ส ดังกล่าวมิใช่คำซัดทอดเพราะเป็นการเบิกความในชั้นพิจารณาของศาล เนื่องจากนางสาว ส มิได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย ทั้งนางสาว ส ไม่มีเหตุจูงใจในการเบิกความให้ตนพ้นความผิด ไม่ปรากฏโดยชัดแจ้งว่านางสาว ส รู้จักนายพ คนขับรถจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุผลที่นางสาว ส ต้องร่วมกับนาย พ กลั่นแกล้งจำเลยตามที่จำเลยอ้าง แต่กลับได้ความจากนางสาว ส ว่า หลังเกิดเหตุคนขับรถจำเลยมาพูดคุยกับนางสาว ส ว่าหากบิดามารดาพาเด็กหญิง ด เด็กหญิง อ  และเด็กหญิง ส ถอนคำร้องทุกข์ ไม่ดำเนินคดีแก่จำเลย จำเลยจะให้เงิน จากนั้นจำเลยให้ชายคนหนึ่งนำเงิน 15,000 บาท มามอบให้นางสาว ส เป็นค่าประกันตัวในข้อหาพรากผู้เยาว์ จึงรับฟังคำเบิกความของนางสาว ส ประกอบคำเบิกความของเด็กหญิง ด  เด็กหญิง อ และเด็กหญิง ส ได้ ซึ่งต่างเบิกความว่าเหตุที่ยินยอมไปให้จำเลยกระทำชำเราเพราะต้องการเงินเป็นค่าตอบแทน โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุเมื่อพันตำรวจตรี อ สืบสวนทราบว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดคดีนี้ ได้จัดให้มีการชี้ภาพถ่ายต่อหน้าพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์แล้วจัดให้มีการชี้ตัวจำเลยต่อหน้าพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ ทนายจำเลย และสื่อมวลชน เด็กหญิง ด เด็กหญิง และเด็กหญิง ส ต่างชี้ยืนยันตรงกันว่าจำเลยเป็นผู้กระทำชำเราเด็กหญิง ด  เด็กหญิง อ และเด็กหญิง ส โดยในขณะชี้ตัวจำเลยมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าเด็กหญิง ด เด็กหญิง อ และเด็กหญิง สเบิกความไปตามความสัตย์จริง ทั้งรู้ว่าอวัยวะเพศชายกับปลัดขิกแตกต่างกันอย่างไร แม้โจทก์และโจทก์ร่วมที่ ที่ และที่ จะมิได้ระบุพยานอ้างนางสาว ส เป็นพยานในคดีนี้ด้วยก็ตาม แต่โจทก์ในสำนวนคดีแรกได้ระบุพยานอ้างนางสาว ส เป็นพยาน ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน จึงรับฟังคำเบิกความของนางสาว ส เป็นพยานในสำนวนคดีนี้ได้ การที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริง เพราะจำเลยไม่รู้ว่าเด็กหญิง ด เด็กหญิง อ และเด็กหญิง ส มีอายุยังไม่เกิน 15 ปี นั้น เห็นว่า ความเข้าใจผิดของจำเลยเกี่ยวกับอายุของเด็กหญิง ด เด็กหญิง อ และเด็กหญิง ส จะเป็นความเข้าใจผิดจริงดังที่จำเลยยกขึ้นฎีกาหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริงและจำเลยไม่เคยยกปัญหานี้ขึ้นกล่าวอ้างและนำสืบพยานในศาลชั้นต้น จำเลยเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค จะรับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นได้สั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มา
         วุฒิภาวะเช่นจำเลยไม่ใช่ข้อบ่งชี้เสมอไปที่จะไม่กระทำความผิดเสียเลย ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยโทรศัพท์นัดหมายให้นางสาว ส พาเพื่อนไปขายบริการทางเพศแก่จำเลย นางสาว ส จึงชักชวนเด็กหญิง ด เด็กหญิง อ  และเด็กหญิง ส ไปกระทำการดังกล่าว แล้วจำเลยรับตัวเด็กหญิงทั้งสามไว้กระทำชำเราโดยเด็กหญิงทั้งสามยินยอมที่โรงแรมผกาอินท์เป็นการล่วงอำนาจปกครอง
ของโจทก์ร่วมที่ ที่ และที่ ตามลำดับ โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำชำเราเด็กหญิง ด อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน และพรากเด็กหญิง ดโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 กระทำชำเราเด็กหญิง อ อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน และพรากเด็กหญิง อ โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 และกระทำชำเราเด็กหญิง ส อายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน และพรากเด็กหญิง ส โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารในวันที่ 22 ธันวาคม 2543 และวันที่ มกราคม 2544 แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวมิใช่เป็นการรับไว้หรือล่อไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยทุจริต เพราะจำเลยหาได้รับเด็กหญิงทั้งสามไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นไม่ เนื่องจากจำเลยมีเจตนาประสงค์จะกระทำชำเราเด็กหญิงทั้งสามเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวมาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย
          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.

หญิงที่อยู่กินกับชาย โดยไม่จดทะเบียนสมรสนั้น ไม่ใช่ภรรยาอันชอบด้วยกฎหมาย



คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1335/2494
อัยการสิงหบุรี และนาง ป.
     โจทก์
นาย ฟ.
     จำเลย

ป.พ.พ. มาตรา 1449
ป.วิ.อ. มาตรา 5(2), 30

          หญิงที่อยู่กินกับชาย โดยไม่จดทะเบียนสมรสนั้น ไม่ใช่ภรรยาอันชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้นเมื่อชายถูกเขาฆ่าตาย หญิงนั้นย่อมมิใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องหรือร้องขอเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการฟ้องผู้ฆ่าเป็นจำเลย

________________________________

          อัยการโจทก์ฟ้องหาว่า จำเลยยิงปืนโดยประมาทถูกนาย จ ตาย ขอให้ลงโทษตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๒๕๒ นาง ป ยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นภรรยา นาย จ ผู้ตาย จึงขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม
          ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังจะลงโทษจำเลยได้ พิพากษายกฟ้อง
          อัยการโจทก์ ไม่อุทธรณ์ แต่นาง ป อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า นาง ป ไม่ใช่ภรรยาอันชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ไม่มีอำนาจฟ้องแทนผู้ตาย จึงให้ยกอุทธรณ์ของนาง ป เสีย
          นาง ป ฎีกา
          ศาลฎีกาเห็นว่า นาง ป ยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นภรรยาผู้ตาย เมื่อความจริงปรากฎว่าได้อยู่กินกับผู้ตายก่อนเกิดเหตุ ๓ ปี โดยมิได้จดทะเบียนสมรส ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า นาง ป ไม่ใช่เป็นภรรยาอันชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ตาม ป.ม.วิ.อาญามาตรา ๕ (๒) ชอบแล้ว ให้ยกฎีกา พิพากษายืน
หมายเหตุ